งานระดับ Premium ใหญ่และซับซ้อนที่สุด — ETL หลายแหล่งข้อมูล → คลังข้อมูล Postgres → dashboard + แจ้งเตือน + 24/7. เฟสนี้คือ "การวางแผนก่อนลงมือ": รับโจทย์ วิเคราะห์ ออกแบบสถาปัตยกรรม ประเมินความเสี่ยง/ต้นทุน และที่สำคัญ — แบ่งงานทั้งโปรเจกต์เป็น 5 เฟส ให้คุณกานต์อนุมัติก่อนเริ่มสร้าง
Premium ใหญ่เกินกว่าจะทำรวดเดียว — เราแบ่งเป็นเฟสที่ส่งมอบของจับต้องได้ทุกเฟส
ธุรกิจ omnichannel ที่ข้อมูลกระจัดกระจาย — เคสคลาสสิกของ Premium
ทีมผมต้องล็อกอิน 5 หลังบ้านดึงยอดมาทำ Excel ทุกเย็น บางวันข้อมูลไม่ตรงเพราะสต็อกตัดไม่ทัน ช่วงแคมเปญ Double Day หลังบ้านล่ม/ช้า ทำให้สั่งผลิตไม่ถูก สต็อกบวมบ้างขาดบ้าง ผมอยากได้ระบบรวมข้อมูลทุกอย่างไว้ที่เดียวแบบใกล้ real-time ดู dashboard เดียวแล้วสั่งงานได้เลย และต้องเสถียร ไม่ใช่พอใช้จริงแล้วล่ม
Standard (Sheets + scraping) รับโหลดระดับนี้ไม่ไหว — ต้องเป็น warehouse จริง
Google Sheets พังง่ายและรับ data volume หลักหมื่นรายการ/เดือนไม่ไหว — ต้อง Postgres warehouse
ETL แบบ modular — ถ้า Shopee ล่ม ส่วนอื่นยังทำงานต่อ ไม่พังทั้งระบบ (HTTP 207)
validate ก่อนเข้าคลัง กันยอดติดลบ/SKU ผี ไม่ให้ dashboard เพี้ยน
แจ้งเตือน Telegram ทันทีที่ API ล่ม · รองรับออเดอร์โต 10 เท่าโดยไม่ต้องรื้อ
โปรเจกต์ใหญ่ ยิ่งต้องเข้าใจให้ลึกก่อนวางอิฐก้อนแรก
ระดับ Premium — non-functional (เสถียร/ปลอดภัย/ขยายได้) สำคัญพอ ๆ กับ functional
โปรเจกต์สองหมื่นห้า — ผิดที่ออกแบบ แพงที่แก้
ทุกชั้นมีเหตุผล — ออกแบบให้เสถียร ปลอดภัย และขยายได้
natural key รองรับ idempotent UPSERT · views ป้อน Looker โดยตรง
คลิกจุดในตาราง หรือการ์ดด้านขวา — โอกาสเกิด × ผลกระทบ
ค่าจ้างพัฒนา (จ่ายเรา) แยกจากค่า cloud รายเดือน (จ่าย Google ตรง)
ทุกวันผูกกับเฟส และมีของส่งมอบจับต้องได้
โปรเจกต์ใหญ่ยิ่งต้องตกลงเส้นแบ่งตั้งแต่ต้น
ระบบ ETL ที่ดีต้องมีคนดูแล — โดยเฉพาะเมื่อ API คู่ค้าเปลี่ยน
เป้าหมายที่วัดได้ของระบบ
เมื่อคุณกานต์เห็นชอบสถาปัตยกรรม ความเสี่ยง ต้นทุน และ roadmap 5 เฟสนี้ — เฟส 1 คือลงมือเขียน connectors ดึงข้อมูลจริงจาก 5 แพลตฟอร์ม แล้วไล่ทีละเฟสจนระบบ live เหมือนที่เราทำให้ Basic/Standard มาแล้ว